Authors Posts by กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

866 POSTS 0 COMMENTS

พลตำรวจตรีปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี กล่าวกับสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานีว่า เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ทำงานร่วมขยายผลติดตาม ทราบกลุ่ม และเครือข่ายผู้ร่วมก่อเหตุ อยู่ระหว่างติดตามเพิ่ม เบื้องต้นออกหมายจับแล้ว 9 ราย บางส่วนที่ควบคุมตัวคืบหน้าในการซักถาม ลักษณะรูปแบบระเบิดที่คนร้ายใช้ เป็นแบบตั้งเวลา คล้ายกับที่เคยก่อเหตุ แต่การบรรจุในภาชนะ หรือ สิ่งที่คนร้ายใช้แตกต่างกันไป โดยหลักการของวงจรระเบิดแล้วเหมือนกัน

แฟ้มภาพเหตุการณ์
แฟ้มภาพเหตุการณ์
แฟ้มภาพเหตุการณ์
แฟ้มภาพเหตุการณ์
แฟ้มภาพเหตุการณ์
แฟ้มภาพเหตุการณ์
01
พลตำรวจตรีปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี

“ผลจากการซักถามมีความคืบหน้า หลักๆคือชุดที่เคยก่อเหตุในพื้นที่เดิมๆ เรามีฐานข้อมูลอยู่แล้วส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งพิสูจน์ทราบตัวบุคคล จากการขยายผลทราบผู้ร่วมขวนการฯ ทราบเครือข่ายพอสมควร กำลังติดตามตัวอยู่ในขณะนี้”  พลตำรวจตรีปิยะวัฒน์ กล่าวและว่า มาตรการด้านรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ เจ้าหน้าที่มีการปรับ เน้นย้ำกำลังทั้งหมด ด่านในเมือง มีการปรับแผนการเข้า-ออก เข้มงวดกวดขันปิดช่องโหว่ ได้พูดคุย เน้นย้ำแนวปฏิบัติแล้วผ่านศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ ทางคดีมีความคืบหน้า อยู่ในขั้นตอนการขยายผล ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมดในเวลานี้ ฝากให้ประชาชนช่วยสังเกต เป็นหูเป็นตา พบเบาะแสเพิ่มเติม แจ้งได้ที่ 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนในช่วงที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลโลกนั้น มาตรการด้านการกวดขันการพนันฟุตบอล พลตำรวจตรีปิยะวัฒน์ กล่าวกับสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานีด้วยว่า เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เน้นย้ำและและสั่งการ ให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดกวดขันมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา ให้ดูฟุตบอลอย่างมีความสุข เลิกยุ่งเกี่ยวกับการพนัน ให้รู้พิษภัยของการเล่นการพนัน“ผมได้ให้นโยบายไปแล้วทุกท้องที่ เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงสั่งการมา ควบคุมแหล่งที่มีการพนัน เข้มงวดกวดขันการเล่นการพนัน ซึ่งเราจะมีการสุ่มตรวจ ออกกวดขันในกลุ่มวัยรุ่น เด็กนักเรียน นักศึกษา” พลตำรวจตรีปิยะวัฒน์ กล่าว

33898012_1581098678684661_3263651408057991168_n
ภาพจากเพจมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน

 

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจสภาพการจราจร เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 เวลา 17.00-17.30 น. พบว่าการจราจรค่อนข้างติดขัด หนาแน่น เนื่องจากเป็นช่วงเย็นวันศุกร์ ประชาชนบางส่วนเดินทางออกนอกเมือง ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าว ลมแรง และมีฝนตกหนัก ส่งผลให้สภาพการจราจรยิ่งติดขัด เคลื่อนตัวได้ช้า

วงเวียน

วงเวียน2

วงเวียน4

สิบตำรวจตรีทินกร บัวนวล ผู้บังคับหมู่ฯ ปฏิบัติหน้าที่งานจราจร สภ.เมืองปัตตานี กล่าวกับสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานี การจราจรวันศุกร์ช่วงเย็นรถค่อนข้างติดขัดหนาแน่น ประชาชนที่มาจากต่างจังหวัดเดินทางกลับภูมิลำเนา และเป็นช่วงเลิกงาน รวมทั้งประชาชนที่ออกมาเลือกซื้ออาหารเพื่อเตรียมละศีลอด ทำให้การจราจรบริเวณดังกล่าวค่อนข้างติดขัด เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจำเป็นต้องจัดระบบจราจรโดยนำแผงเหล็ก และกรวยมาวางปิดช่วงเข้าวงเวียนหอนาฬิกาเพื่อจัดระบบจราจรให้รถที่มาจากทุกทิศทางสามารถเคลื่อนตัวได้ กำหนดจุดกลับรถที่หน้าบริษัท อีซูซุ ปัตตานี เนื่องจากบริเวณฐานวงเวียนค่อนข้างแคบ ทำให้รถที่เข้ามาในวงเวียนแต่ละด้านจะมีปริมาณรถมาก แต่ละด้านไม่สมดุลกัน ส่งผลให้รถติดสะสม มีลักษณะพันกัน จนไม่สามารถเคลื่อนตัวได้

วงเวียน3

จราจร
สิบตำรวจตรีทินกร บัวนวล

“แน่นอนว่าเย็นวันศุกร์การจราจรค่อนข้างหนาแน่น รถจากทุกทิศทางต้องผ่านบริเวณ วงเวียนหอนาฬิกา การที่เจ้าหน้าที่ทำแผงเหล็กและกรวยมาปิดกั้นบริเวณดังกล่าว เพื่อจัดระบบการจราจรให้มีความสมดุล รถที่จะเข้าวงเวียนมีปริมาณมาก ต่างฝ่ายต่างเร่งรีบจะไป ทำให้เกิดความไม่สมดุลของปริมาณรถ จำเป็นต้องจัดระบบการจราจรดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหา และขออภัยในความไม่สะดวก ในการใช้รถใช้ถนนของประชาชน”สิบตำรวจตรีทินกร กล่าวและว่า ความรู้ด้านเครื่องหมายจราจร “กรวยแดง หรือ กรวยสีส้ม” เป็นเครื่องหมายจราจรประเภทหนึ่ง กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับผิวทาง หรือ แจ้งเตือนการใช้เส้นทาง ทั้งนี้ การใช้งานขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของเจ้าพนักงาน เช่น เมื่อผ่านด่านตรวจ เจ้าหน้าที่จะวางกรวยสีแดง หรือ สีส้ม เพื่อแจ้งเตือน ผู้ขับขี่ยวดยาน ลดความเร็ว บังคับทิศทางให้เข้าตามช่องทางที่กำหนด การเคลื่อนย้าย หรือ ยกออกจากที่กำหนด หรือ การทำให้เกิดความเสียหาย มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก “เหตุที่ว่าทำไมกรวยต้องสีแดง หรือสีส้ม นั้นเป็นหลักการสื่อสารและความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนมองเห็นได้ชัดเจน ในระยะทางที่ไกล เวลากลางคืนเมื่อแสงตกกระทบ ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน จะสามารถมองเห็นได้ เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน” สิบตำรวจตรีทินกร กล่าว

 

นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ กำลังกังวลเกี่ยวกับการเล่นการพนันฟุตบอลโลกของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่เป็นนักเรียนนักศึกษา จากข้อมูลเราพบว่าแม้การพนันฟุตบอลนั้น จะมีอยู่ทุกวัน แต่เมื่อเริ่มเปิดฤดูกาลฟุตบอลโลกที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ ระยะเวลาการแข่งขัน 1 เดือนเต็มอาจเป็นการกระตุ้นให้มีการเล่นการพนันฟุตบอลมากยิ่งขึ้น

มูลนิธิรณรงค์หยุดพนันเริ่มรณรงค์เพื่อให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการเล่นพนันฟุตบอลมาตั้งแต่ปี 2551 ขณะนั้นยังไม่มีประสบการณ์ในการรณรงค์ประเด็นนี้มากนัก แต่ได้รับมอบภารกิจมาจากรัฐบาลและ สสส.ให้ดำเนินการรณรงค์ปัญหาการพนันฟุตบอล จนมาถึงปัจจุบันการทำงานเพื่อรณรงค์ก็ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้นในการขับเคลื่อนให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการพนัน ซึ่งการทำงานเชิงรณรงค์มูลนิธิฯ ตระหนักดีกว่าจำเป็นต้องทำงานร่วมกับสื่อมวลชนให้มากขึ้น

Thanakorn Komkrit

เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิดการทำงานของมูลนิธิฯ คือ ไม่ได้มีจิตคิดร้ายกับเรื่องการพนันเพราะพนันมีหลายลักษณะ ไม่ได้มีเป้าประสงค์ให้ประเทศนี้ปลอดพนัน หากเป็นการพนันที่อยู่ในระดับ Social gambling (พนันเพื่อสังสรรค์ทางสังคม) ที่ช่วยให้ความบันเทิง สนุกสนาน ก็ไม่มีปัญหา สามารถเล่นได้ เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพนันลักษณะนี้ ถ้าเป็น Commercial gambling (การพนันเชิงพาณิชย์) ที่เป็นธุรกิจ มีผู้ประกอบการเข้ามาต้องเข้าข่ายควบคุมและกำกับดูแล ถ้าเป็นการเข้าข่ายเอารัดเอาเปรียบและผิดกฎหมายรัฐก็ต้องดำเนินการ

“เรารณรงค์ไม่ให้มันเป็นการพนันที่เป็นปัญหา ระดับที่รุนแรงที่สุดคือการเสพติดการพนัน ซึ่งไม่ต่างจากการเสพติดการพนัน เป็นภาวะของสมองที่เกิดความคุ้นชินกับการเล่นพนัน จนไม่สามารถควบคุมได้”นายธนากรกล่าว

รายงานการวิจัยของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงสถานการณ์การพนันในกลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง 15-25 ปี โดยเป็นการสำรวจเมื่อวันที่ 15 กันยายน – 12 ตุลาคม 2560 ระบุว่า เยาวชนที่เริ่มเล่นพนันส่วนใหญ่เมื่อลองเล่นแล้วจะไม่หยุดอยู่ที่การพนันเพียงชนิดเดียว โดยเยาวชนเพศชายเริ่มเล่นการพนันเร็วกว่าเพศหญิงที่อายุ 17.4 ปี และอายุต่ำสุดที่ 7 ปี

Thai gambling 60-01

 

Thai gambling 60-02

Thai gambling 60-03

 

สำหรับการพนันยอดนิยมที่เย้ายวนให้เยาวชนเข้าสู่โลกของการพนัน 5 อันดับแรก ได้แก่ หวยใต้ดิน ไพ่ สลากกินแบ่งรัฐบาล พนันทายผลฟุตบอล บิงโก การพนันประเภทอื่น ๆ เช่น ไฮโล นอกจากนี้ยังพบว่า สภาพแวดล้อมนั้นมีผลต่อเยาวชนที่เล่นพนันเป็นอย่างมาก ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า เยาวชนไทยที่เล่นพนันร้อยละ 95.6 มีบุคคลแวดล้อมที่เล่นพนันด้วย ร้อยละ 75.0 พบเห็นจากคนในชุมชน รองลงมาได้แก่บุคคลใกล้ตัว เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อนสนิท เป็นต้น โดยร้อยละ 23.3 ให้เหตุผลว่า เป็นการเสี่ยงโชค/อยากลอง รองลงมาคืออยากได้เงิน ตื่นเต้น เพลิดเพลิน เล่นตามคนใกล้ชิด มีคนชักชวน รวมถึงคิดว่ามีโอกาสชนะมาก พบเห็นโฆษณาผ่านสื่อ เป็นต้น

ข้อมูลเพิ่มเติม

การวิจัยของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ยังพบอีกว่า เยาวชนประเมินตนเองว่า อาจเข้าข่ายติดพนัน ร้อยละ 11.1 ส่วนหนี้ที่เกิดจากการพนันนั้น มีเยาวชนเกือบ 1 แสนคนที่ติดหนี้พนัน รวมเป็นเงินจำนวน 335 ล้านบาท หรือ 3,512 บาทต่อเดือน

Thai gambling 60-04

Thai gambling 60-05

Thai gambling 60-06

 

Thai gambling 60-07

Thai gambling 60-08

ขอบคุณภาพประกอบจาก สสส.

พระสิริจริยาลังการ เจ้าคณะจังหวัดปัตตานี/เจ้าอาวาสวัดตานีนรสโมสร พระอารามหลวง อ.เมือง จ.ปัตตานี กล่าวกับสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานีว่า เนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันวิสาขบูชา เป็นวันที่ชาวพุทธร่วมระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในชีวิตของพุทธองค์ในสมัยพุทธกาล จะใช้คำว่า “ผู้เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” เป็นผู้ให้ความรู้ และแนวทางการแก้ปัญหา

หลักธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ คือ คือ “อริยสัจ 4″ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ คือ “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค” ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ สมุทัย คือ รู้ต้นเหตุ สาเหตุแห่งทุกข์ นิโรธ คือ ความไม่ทุกข์ เข้าใจสาเหตุแห่งทุกข์ ความเศร้าหมองทั้งหลาย มรรค คือ หนทางการดับทุกข์ การนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นแนวทางการแก้ปัญญา ให้รู้เหตุที่มาของความทุกข์ ว่าความทุกข์ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจนั้น มีเหตุมาอย่างไร เมื่อรู้สาเหตุปัญหา จะดับทุกข์ ดับกิเลสนั้น ต้องรู้วิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ตามหลักธรรม “มรรค มี องค์ 8″ หนทางการดับทุกข์ 8 ประการ คือ “มีปัญญาชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การประพฤติดีงาม ทำมาหากินอย่างสุจริตชน มีความอุตสาหะเพียรพยายาม การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ และการฝึกจิตให้ตั้งมั่น” “ปัญหาสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น การจะแก้ปัญหาอะไร ต้องมีเหตุมีผล เข้าใจสาเหตุปัญหาที่แท้จริง การจะแก้ปัญหาต้องดับที่เหตุ และมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง นั่นคือ ต้องใช้ปัญญา และมีจิตใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส ขอฝากให้ชาวพุทธ มีสติ สมาธิ ฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง มีความคิดที่ดี ถูกต้อง ฉลาดรอบรู้ รู้เท่าทัน คน เหตุการณ์ สถานการณ์ต่างๆ คบคนดี มีเหตุมีผล นำพาชีวิตมีความสงบ และความสุข”

พระสิริจริยาลังการ

พระสิริจริยาลังการ กล่าวและว่า “คนเราทุกวันนี้มักมีความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก คือ ชอบมโน คิดไปเอง คิดไปเรื่อย คิดเป็นลบมากเกินไป ควรที่จะฝึกสติ ทำสมาธิ คือ รู้ตัว ระลึกได้ จะคิด จะทำอะไร ทั้งทางกาย วจี-คำพูด และมโน-จิตใจ การมีความคิดที่ดี เริ่มต้นจากตนเอง บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่เป็นคนโลกสวย นั่น คือ ไม่ฉลาด ต้องรู้เท่าทัน รู้จักแยกแยะ รู้ที่ไปที่มา ว่ามีเหตุมาจากอะไร อ่านใจคนเป็น คบคนดี มีความเป็นเหตุเป็นผล คิดดี ทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม “

ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานีลงพื้นที่สำรวจเส้นทางจราจรบริเวณถนนหนองจิก หน้าโรงพยาบาลปัตตานีอำเภอเมืองปัตตานี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งจังหวัดปัตตานีได้แต่งตั้งคณะทำงานบริหารจัดการถนนควบคุมความเร็วตามข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรจังหวัดปัตตานีไปแล้วนั้น โดยกำหนดให้ถนนหนองจิกตลอดสายตั้งแต่แยกสะพานรัตนโกสินทร์ ต.สะบารัง ผ่านโรงพยาบาลปัตตานี ผ่านวงเวียนหอนาฬิกา ผ่านห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ไปจนถึงสามแยกดอนรัก ต.รูสะมิแล อำเภอเมืองปัตตานีเป็นเส้นทางควบคุมความเร็วด้านจราจร สำหรับจุดแรกที่คณะทำงานฯ ลงพื้นที่ คือ บริเวณหน้าโรงพยาบาลปัตตานี ปัญหาที่พบ คือ ความแออัดพื้นที่การจอดรถ การขับรถเร็ว และไม่จอดรถ เมื่อมีการกดปุ่มรอสัญญาณไฟก่อนข้ามถนน และการเลี้ยวกลับรถบริเวณจุดห้ามกลับรถ

traffic tani014

traffic tani11

traffic tani09

traffic tani03

traffic tani02

Aree Nootim

นางอารีย์ หนูทิม ประชาชนจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า รู้สึกกังวลใจในการข้ามถนนหน้าโรงพยาบาล เนื่องจากรถขับเร็ว ไม่ค่อยจอดให้ประชาชนข้าม และตนยังไม่ทราบว่ามีปุ่มกดรอสัญญาณไฟก่อนข้ามถนน อยากให้ช่วยประชาสัมพันธ์และแนะนำการใช้มากขึ้น เสนอแนะด้วยว่าควรทำสะพานลอยข้าม คนป่วย คนชรา จะข้ามสะดวก มีญาติช่วยบริการ มีความปลอดภัยมากขึ้น

 “คนบ้านเราต้องยอมรับว่ายังไม่มีวินัย ไม่มีน้ำใจ ไม่รู้กฎจราจร บางครั้งคนแก่ เด็กจะข้ามก็ไม่ค่อยจอดให้ คิดว่าต้องช่วยกันพัฒนาเรื่องวินัย น้ำใจ และเคารพกฎจราจรมากขึ้น”นางอารีย์กล่าว

Rusdee Jaelah

ส่วนด้านนายรุซดี เจะและ สื่อมวลชนจังหวัดปัตตานี SPMC กล่าวว่า ครั้งแรกได้ทดลองระบบการใช้ปุ่มกดรอสัญญาณไฟก่อนข้ามถนน รู้สึกว่ายังไม่มีความชัดเจน เรื่องสัญญาณไฟเขียว (ข้ามได้) แดง (หยุดรอ) จังหวะเวลาการข้ามจะเร็วมาก ทำให้ต้องหยุดรอที่เกาะกลาง เพื่อจะข้ามต่อไปอีกด้าน และเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีการทดสอบระบบการใช้งาน เพื่อการแก้ไขที่ดีขึ้น

 “ประชาชนที่ข้ามตรงนี้ก็ต้องระวัง รถค่อนข้างจะเยอะมาก อยากให้มีเจ้าหน้าที่ประจำจุด ช่วยแนะนำประชาชนทราบวิธีการใช้กดปุ่มสัญญาณเพื่อข้ามอย่างถูกต้อง สัญญาณไฟคนข้ามจะตัดเร็วไป ควรจะเพิ่มช่วงเวลามากขึ้น”นายรุซดีกล่าว

จากปัญหาดังกล่าวคณะทำงานบริหารจัดการถนนควบคุมความเร็วจังหวัดปัตตานี ซึ่งประกอบด้วยหลายหน่วยงานได้ลงพื้นที่สำรวจ ตรวจสอบ และมีข้อสรุปเบื้องต้นร่วมกันในหลายประเด็น ซึ่งนายภูษิต บุญเครือ ช่างไฟฟ้า กองช่างเทศบาลเมืองปัตตานี ให้ข้อมูลว่า วิธีการใช้ทางข้ามม้าลาย  คือ ให้กดสัญญาณไฟเขียว รอสักครู่ ให้ขึ้นไฟเขียวรูปคนเดินข้าม จากนั้นให้เดินข้ามต่อเนื่องไม่ต้องหยุดรอ หรือ พักเกาะกลางถนน

traffic tani016

 

“ปัญหาที่พบ และข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่สะท้อนมา หลังจากนี้จะประสานให้ช่างที่รับผิดชอบมาดำเนินการปรับตั้งเวลาใหม่ เพิ่มเวลาการข้ามให้นานขึ้นจากเดิม เป็น 2 เท่า เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินข้ามไปจนสุดอีกด้านได้ทัน และจะมีการปรับที่ตั้งของไฟสัญญาณใหม่ เพื่อให้ประชาชนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น”นายภูษิตกล่าว

ขณะที่นายสมศักดิ์ อัพภาสกิจ ขนส่งจังหวัดปัตตานี (สวมเสื้อสีเขียว) กล่าวว่า ปัญหาที่พบหน้าโรงพยาบาลปัตตานี คือ การจอดรถชิดแนวถนนทางเข้าโรงพยาบาลมากเกินไป ควรเว้นห่างอย่างน้อย 5 เมตร ทางม้าลายจุดเดิมจะเคลื่อนไปข้างหน้าอีกนิดพร้อมทั้งเคลื่อนไฟสัญญาณข้ามถนน ไปอยู่กับจุดทางม้าลาย ติดตั้งเครื่องหมายจำกัดความเร็วบริเวณถนน 4 แยก คนข้ามก็สะดวก ถูกหลักความปลอดภัย มากขึ้น ส่วนกรณีป้ายห้ามกลับรถบริเวณเกาะกลางหน้าโรงพยาบาล พบว่ายังมีคนที่ฝ่าฝืนป้ายสัญญาณจราจร คงต้องมีการกวดขันมากขึ้น

Somsak Uppassakij

“การเคลื่อนทางม้าลาย และปรับเกาะกลางใหม่ คิดว่าต้องมีการเจาะถนนเกาะกลาง สามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ ทำเป็นพื้นราบเหมือนเดิม หรือ ยกระดับพื้นขึ้นมา ข้างบนผิวเรียบ สามารถจำกัดความเร็วของรถที่จะวิ่งผ่านได้โดยอัตโนมัติ และผู้พิการสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก”นายสมศักดิ์กล่าว

นางวรรณ์ลดา อร่ามศรีธรรม หัวหน้าสำนักงานปลัดเทศบาลเมืองปัตตานี กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของคณะทำงานฯ ข้อสรุปเบื้องต้นจากทุกจุดถนนหนองจิก คณะทำงานฯจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการจังหวัดเพื่อพิจารณา เช่น การเคลื่อนทางม้าลายจากจุดเดิมหน้าโรงพยาบาลปัตตานี มาอยู่ระหว่างแนวต้นไม้ที่กำหนดใกล้จวนผู้ว่าฯ ทางม้าลายให้มีส่วนที่นูนขึ้นมาเพื่อชะลอความเร็วรถ เพื่อสร้างความปลอดภัย หลังจากนี้จะมีการนำเสนอเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการจังหวัดปัตตานีเพื่อพิจารณาต่อไป

Wanlasa aramsritham

 “เป็นความเห็นร่วมกันของคณะทำงานฯจากหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางและปัญหาของถนนหนองจิก เรื่องทั้งหมดไม่ใช่ว่าจะเบ็ดเสร็จ จะต้องนำเสนอที่ประชุมจังหวัดว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ หรือมีคำแนะนำเพิ่มเติมอย่างไร”นางวรรณ์ลดากล่าว

ร.ต.อ.ปกรณ์ คารวรัตนพิเชฐ สารวัตรจราจร สภ.เมืองปัตตานี กล่าวกับสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานีว่า เห็นควรให้มีการเลื่อนจุดทางข้ามจากหน้าโรงพยาบาลปัตตานีจุดเดิม ขยับออกมาตามแนวพื้นที่ที่กำหนด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนผู้ข้ามถนน ผู้ที่ต้องการกลับรถเข้าโรงพยาบาล และผู้ที่ต้องการกลับรถหน้าโรงพยาบาล รวมทั้งการปรับปรุงเกาะกลางถนน

Pakorn Carawarattanapiphet

 “คณะทำงานฯได้พิจารณาเลื่อนจุดทางข้ามจากจุดเดิม ไปยังแนวใหม่ที่กำหนด เพื่อลดความสับสนของผู้ที่เดินข้ามถนนไปโรงพยาบาลปัตตานี ผู้ที่ต้องการกลับรถเลี้ยวเข้าโรงพยาบาล และผู้ที่ต้องการกลับรถหน้าโรงพยาบาล นอกจากนี้ งานจราจร สภ.เมืองปัตตานีจะดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบ คือ จัดทำป้ายเตือนตามมาตรฐาน เรื่องการจำกัดความเร็วของรถแต่ละประเภท ติดตั้งป้ายเป็นระยะตลอดเส้นทางถนนหนองจิก และจะมีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมความเร็วจราจรทางบก”ร.ต.อ.ปกรณ์กล่าว

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ชมรมสื่อมวลชนเพื่อสันติจังหวัดชายแดนภาคใต้ SPMC สำนักข่าว SPMCNEWS  ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ ทหาร ตำรวจ ปกครอง ภาคเอกชน มูลนิธิและประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมจัดกิจกรรมต้อนรับเดือนรอมฎอน “ด้วยรอยยิ้ม” ครั้งที่15 ฮิจเราะห์ศักราช1439 ตรงปี พ.ศ. 2561 โดยมีนายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานในพิธี  นายรุซดี เจ๊ะแล ประธานโครงการฯ เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายรพี มามะ อุปนายกบริหารสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ /บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว SPMCNEWS เครือข่ายสื่อมวลชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมจัดงาน กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย เด็กกำพร้า ประชาชนที่ยากไร้ และผู้สูงอายุ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมงานจำนวนมาก

media romdon 2018 11

 

media romdon 2018 06

media romdon 2018 09

 

นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ประธานในพิธี

media romdon 2018 08

นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ขอบคุณสื่อมวลชน และผู้ที่มีส่วนร่วมสนับสนุนในกิจกรรมครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์มากต่อประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมในช่วงการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ที่ทุกคนจะร่วมทำความดี ทำในสิ่งที่ดีงาม และละในสิ่งที่จะทำให้เกิดความชั่วร้าย เป็นบาป ซึ่งเป็นเดือนอันประเสริฐยิ่งสำหรับพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วโลก

การมอบสิ่งของอุปโภค ข้าวสาร น้ำตาล อินทผาลัม น้ำหวาน แก่เด็กกำพร้า และ           ผู้ยากไร้ในครั้งนี้ นอกจากเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสแล้ว ยังถือเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการทำงานของภาครัฐ เสริมสร้างความเข้าใจ ส่งผลต่อความสงบสุขในเดือนรอมฎอน อันประเสริฐ”นายไกรศร กล่าว

Mamung sama

นายมะมุง สามะ รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี
กล่าวถึงความสำคัญและการปฏิบัติตัวในการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน

หลังจากนั้นประธานในพิธี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี และภาคเอกชน ร่วมกันสิ่งของอุปโภค แก่เด็กกำพร้า ผู้ยากไร้ ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และพื้นที่สงขลาบางส่วน จำนวนกว่า 600 ครัวเรือน เพื่อเป็นปัจจัยในการสนับสนุนและละศีลอดในเดือนรอมฎอน สร้างรอยยิ้มและความดีใจ แก่ผู้รับอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จัดกิจกรรมครั้งนี้จัดเป็นปีที่ 15 โดยชมรมสื่อมวลชนเพื่อสันติจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้จัดต่อเนื่องทุกปี น้อมนำกระแสพระราชดำรัส “เข้าใจ เข้าถึง  พัฒนา” มาเป็นหลักในการทำงาน เน้นโครงการหรือกิจกรรมสร้างความรักความสามัคคีลดช่องว่าง ความหวาดระแวงระหว่างภาครัฐและทุกภาคส่วน ร่วมสร้างสันติสุขในช่วงเดือนรอมฎอน และส่งเสริมให้ชาวไทยมุสลิมปฏิบัติการถือศีลอดตามหลักศาสนาอิสลาม ยึดมั่นในความดีงาม ความเมตตา การให้อภัย ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข โดยมีวิทยากรผู้นำศาสนาอิสลามให้ความรู้กับชาวมุสลิมเพื่อปฏิบัติตนในการถือศีลอดและละศีลอดอย่างถูกต้องอีกด้วย  และในช่วงท้ายของกิจกรรม กลุ่มเด็กกำพร้า ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสที่ได้ร่วมงานกล่าวขอบคุณผู้ที่มีส่วนสนับสนุนในการจัดงานครั้งนี้

media romdon 2018 12

media romdon 2018 10

media romdon 2018 07

media romdon 2018 01

media romdon 2018 02

media romdon 2018 03

media romdon 2018 04

media romdon 2018 05

 

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นประธานเปิดงาน วันพบปะมุสลีมะห์ ครั้งที่ 13 การศึกษาสร้างสรรค์สังคมสันติ และวากัฟการศึกษา “รากฐานสังคมสันติ” ณ มูลนิธิมะดีนะตุสสลาม (ปัตตานีจายา) อ.เมือง จ.ปัตตานี โดยมีนายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวต้อนรับ นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี กล่าวรายงาน โดยมีหน่วยงาน องค์กร ภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา เครือข่ายสตรีมุสลีมะห์ ร่วมจัดงาน หน่วยงานจากทุกภาคส่วนให้การสนับสนุนได้แก่ จังหวัดปัตตานี วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยฟาฏอนี     สภาความร่วมมือองค์กรสตรีมุสลิมเพื่อสันติภาพ สมาคมสตรีไทยมุสลิมปัตตานี มูลนิธิมะดีนะตุสสลาม และศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี เป็นผู้ดำเนินโครงการฯ

32308898

32290703

32350116

32231164

32207260

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการจัดงานเพื่อให้สตรีมุสลิมเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมการศึกษา สตรีมุสลิมมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็นด้านการศึกษาของตนเองและบุตรหลานระหว่างสตรีมุสลิม และมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของท้องถิ่น สตรีมุสลิมสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่สตรีมุสลิม สถาบันครอบครัว ชุมชน และสังคม

“การศึกษาเป็นกลไกหลักที่สำคัญในการพัฒนามนุษย์ทั้งด้านสติปัญญาและขัดเกลาจิตใจอันดีงาม สามารถปรับตัวให้รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจและทักษะในการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข”นายเศรษฐ์กล่าว

ขณะที่องคมนตรี กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่มาร่วมในพิธีเปิดงานครั้งนี้ เป็นสิ่งที่น่ายินดีสำหรับทุกคนที่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมวันพบปะมุสลีมะห์ ครั้งที่ 13 ตามโครงการพัฒนาศักยภาพครอบครัวมุสลิมจังหวัดปัตตานี ประจำปี 2561 จะเห็นว่าการศึกษาเป็นกลไกลสำคัญในการพัฒนามนุษย์ และครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานที่สำคัญในการสนับสนุนการศึกษา โดยสตรีมุสลิมมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาของครอบครัวและสังคม เยาวชนสตรีมุสลิม และสตรีมุสลิมจึงควรมีส่วนสำคัญในการจัดการศึกษา

“ขอแสดงความชื่นชมต่อคณะผู้จัดโครงการที่ได้สละเวลา ร่วมแรงร่วมใจกันจัดกิจกรรมครั้งนี้ เชื่อว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะนำความรู้ไปปรับใช้พัฒนาตนองและดูแลสมาชิกภายในครอบครัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจ มีความรู้ควบคู่คุณธรรม ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น นำไปสู่การขับเคลื่อนสังคมอย่างสันติและยั่งยืน”พลเอกสุรยุทธ์กล่าว

Pateemoh Sadeeyamu

ด้านนางพาตีเมาะ สะดียามู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ผู้นำสตรีมุสลิมกับการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน” กล่าวตอนหนึ่งว่า สตรีมีบทบาทสำคัญ และต้องได้รับโอกาส เข้าถึง และพัฒนาด้านการศึกษา จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับสตรี การศึกษาจะนำสู่ความแข็งแกร่ง แข็งแรง สู่ความยั่งยืน และสันติสุข ซึ่งจะต้องมีองค์ประกอบของการเดินไปด้วยกัน ทั้งบทบาทชายและหญิง ช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน “อิสลามสอนความสวยงาม และ ความอดทน” ให้แก่สตรี เพื่อร่วมสร้างสังคมอย่างสันติสุข และยั่งยืน นอกจากนี้รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดงานครั้งนี้ด้วยว่ายิ่งใหญ่และเป็นประโยชน์มากสำหรับทุกคน

“เป็นโครงการที่ดีมาก สตรีมุสลิมได้มีพื้นที่ในการพบปะ แลกเปลี่ยน แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ที่สำคัญยังส่งเสริมด้านความรู้ การศึกษาแก่สตรี และหนุนเสริมด้านการประกอบอาชีพ และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เชื่อว่าสตรีจะสามารถนำไปพัฒนาตนเอง ดูแลครอบครัว และสังคมได้ดีมากขึ้น”รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสกล่าว

Benchawan Suraro

ด้างนางเบญจวรรณ ซูสารอ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า รู้สึกปลาบปลื้มใจมากที่เห็นพี่น้องมาร่วมงานกันมาก นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ท่านเห็นความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงจัดงานเต็มที่เพื่อรองรับพี่น้องที่มาร่วมงานให้ได้มากที่สุด การจัดงานได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี เป็นอีกความสำเร็จหนึ่งขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี

“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสนับสนุนการจัดงาน เชื่อว่าประโยชน์และความรู้ที่ได้รับจะสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันตามหลักศาสนาอิสลาม นำไปเผยแพร่ต่อจากครอบครัว สู่ชุมชน จากชุมชนสู่สังคม และประเทศชาติ สำหรับสตรี จะเน้นบทบาทการพัฒนาศักยภาพ องค์ความรู้ในการดูแลครอบครัว และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานีกล่าว

Umawadee Uksonkaew

ขณะที่นางอุมาวดี อักษรแก้ว สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า รู้สึกอบอุ่นที่ได้จัดกิจกรรมให้เป็นเวทีการยกระดับความรู้ เปิดมุมมองเปิดโลกกว้างมากขึ้น ได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ สำหรับเสนอแนะ ต้องการให้มีการจัดระบบเรื่องการจอดรถ ให้มีพื้นที่กว้างมากขึ้น เพื่อรองรับจำนวนคนที่มาร่วมงานจำนวนมาก มีการจัดระบบที่ดี

“มีการจัดการระบบพื้นที่การจอดรถรองรับคนที่มาร่วมงานได้มากขึ้น เนื่องจากจำนวนคนมาร่วมงานเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนข้อเสนอแนะด้านการพัฒนา ต้องการให้สตรีมีการศึกษาที่ดีมีความรู้ เพื่อที่จะสามารถไปประกอบอาชีพที่มั่นคงได้” มาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานีกล่าว

32253122

32271767

32235576

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กิจกรรมภาคเวทีวันแรกมีการให้ความรู้ หัวข้อ “การศึกษา มุสลีมะห์ และวากัฟ”  โดย อาจารย์นาซอฟะห์ หะยีเวาะยา หัวข้อ “มุสลีมะห์เบื้องหลังผู้สร้างผู้นำ” อาจารย์พนิดา โสวนา หัวข้อ “สร้างพลังวากัฟด้วยครอบครัว” อาจารย์มาวัดดะห์ จะปะกียา หัวข้อ “คนรุ่นใหม่ผู้กล้าแห่งการเรียนรู้” และอีหม่ามอับดุลอาศิส ดือราแม หัวข้อ “การศึกษา ชุมชน และมัสยิด” นอกจากนี้ตลอดช่วงการจัดงาน วันที่ 12-13 พฤษภาคม 2561 มีกิจกรรมความรู้ทางวิชาการ การบรรยาย ปาฐกถา เสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการศึกษา โดยมีกลุ่มเป้าหมาย สมาชิกสมาคมสตรีมุสลิมจังหวัดปัตตานี สมาชิกชมรมพัฒนาสตรี 12 อำเภอในจังหวัดปัตตานี นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ร่วมงานประมาณ 20,000 คน

0 130

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา ม.อ.ปัตตานีเปิดโครงการจัดแสดงนิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 63 และนิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ครั้งที่ 34 สัญจร ณ หอศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ โดยมีนายวีรนันท์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรปวีย์ พุ่มเกิด ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา และ ดร.ปรมพร ศิริกุลชยานนท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวต้อนรับ และรายงาน

32087322n

32169443n

ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษาฯ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยานิวัฒนาในการแสดงนิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 63 (สัญจร) และนิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ครั้งที่ 34 (สัญจร) ถือเป็นโอกาสอันดีที่นักเรียน นักศึกษา บุคลากร และผู้สนใจทั่วไปจะได้มีโอกาสชื่นชมผลงานของศิลปินทั้งเยาวชนและศิลปินรุ่นใหญ่ทั้งทางด้านจิตรกรรม ปะติมากรรม ภาพพิมพ์และสื่อประสม โดยแบ่งผลงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 63 จำนวน 37 ชิ้น และผลงานศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ครั้งที่ 34 จำนวน 68 ชิ้น ผลงานทั้งหมดผ่านมาตรฐานการตัดสิน และคัดสรรโดยศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายสาขาที่เป็นการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ

ด้านผู้อำนวยการหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 63 ประจำปี 2560 ได้จัดให้ศิลปินร่วมส่งผลงานในเดือนพฤษภาคม 2560 มีผู้เข้าร่วมส่งผลงานเข้าร่วม จำนวน 138 ท่าน และมีผลงานทั้งสิ้น จำนวน 188 ชิ้น คณะกรรมการได้พิจารณาตัดสินให้ได้รับรางวัลการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 63 จำนวน 14 รางวัล และคัดเลือกให้ได้ร่วมแสดงจำนวน 68 ชิ้น ครั้งนี้นำผลงานมาจัดแสดงที่เป็นผลงานรางวัล จำนวน 6 ชิ้น และผลงานร่วมแสดง จำนวน 31 ชิ้น โดยผลงานที่ไม่ได้นำมาแสดง ทางหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้จัดทำเป็น วีดีทัศน์ เพื่อให้ผู้ชมผลงานอย่างครบถ้วน ทั้งนี้การแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ครั้งที่ 34 ประจำปี 2560 ได้จัดให้ศิลปินร่วมส่งผลงานในเดือนมิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมส่งผลงาน จำนวน 312 ท่าน และมีผลงานทั้งสิ้น จำนวน 453 ชิ้น ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาตัดสินให้ได้รับรางวัลศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ครั้งที่ 34 จำนวน 10 รางวัล รางวัลสนับสนุน 7 รางวัล และคัดเลือกให้ได้ร่วมแสดง จำนวน 79 ชิ้น ได้นำผลงานมาจัดแสดงเป็นผลงานรางวัล จำนวน 5 ชิ้น ผลงานรางวัลเป็นภาพพิมพ์ดิจิตอล 4 ชิ้น และผลงานร่วมแสดง จำนวน 59 ชิ้น

_MG_0806_resize

_MG_0819_resize

ผลงานที่นำมาแสดงในปีนี้ทำให้ได้เห็นพัฒนาทางด้านฝีมือและการสร้างสรรค์ผลงานในสาขาต่าง ๆ ของเยาวชนทั้งทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์และสื่อประสม ที่ได้ถูกกลั่นกรองและคัดสรรโดยผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายสาขา ผลงานดังกล่าวจึงเป็นผลงานที่ทรงคุณค่าควรแก่การเผยแพร่ผลงานด้านศิลปะให้กว้างไกล และแสดงถึงความเป็นเลิศทางศิลปะและการพัฒนาทางศิลปะของประเทศไทย

จึงขอเชิญชวน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ชมนิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 63 (สัญจร) และนิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ครั้งที่ 34 (สัญจร) ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ณ หอศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ ม.อ.ปัตตานี ในวัน และเวลาราชการ

ชมภาพพิธีเปิดการแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ครั้งที่ 34 

นายลือชัย เจริญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานเปิดการอบรมกรรมการศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยตำบล ผู้แทนองค์กรเอกชน และดีเจประชาธิปไตยชุมชน โครงการเผยแพร่ความรู้รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งปี 2561 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซาเทิร์นวิว ปัตตานี การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้ารับการอบรมเพื่อทำหน้าที่เป็นวิทยากรเผยแพร่รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง จำนวน 260 คน ประกอบด้วย กรรมการศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยชุมชน 115 ตำบล ๆ ละ 2 คน รวม 230 คน ผู้แทนองค์การเอกชน 2 องค์กร ๆ ละ 12 คน รวม 24 คน และดีเจประชาธิปไตยชุมชน รวม 6 คน  เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และสาธิตการใช้สื่อเผยแพร่รัฐธรรมนูญ  รวมถึงเป็นการฝึกปฏิบัติการใช้สื่อเผยแพร่รัฐธรรมนูญ

31958756n

31960970n

นายสมบัติ จันทรา ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 78 ได้กำหนดให้รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตลอดจนการตัดสินใจทางการเมือง ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุน หรือประสานงานกับหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือสนับสนุนองค์การเอกชน ในการให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน และส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งโดยสุจริต

นายสมบัติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาพปัญหาในปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ และหลักปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เห็นความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง และยังขาดจิตสำนึกในวัฒนธรรมการเมืองที่สอดคล้องกับวิธีประชาธิปไตย โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางการเมืองในระบบอุปถัมภ์และเครือญาติส่งผลต่อกระบวนการพิจารณาเลือกสรรคนดี มีความสามารถเข้ามาเป็นตัวแทนทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร จึงทำให้มีการซื้อสิทธิขายเสียงเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปัตตานีได้จัดอบรมให้ความรู้แก่กรรมการศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยตำบล ผู้แทนองค์การเอกชน และดีเจประชาธิปไตยชุมชน เพื่อทำหน้าที่วิทยากรเผยแพร่รัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งแก่ประชาชน ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งและใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีคุณภาพ

นายแพทย์ซุลกิฟลี ยูโซะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม้แก่น จ.ปัตตานี กล่าวกับสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานีว่า ประชาชนที่เดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ประเทศซาอุดิอาระเบียมี 2 ประเภท ประเภทแรก คือ 1) ผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ เป็นการประกอบพิธีในช่วงเดือนที่กำหนดในแต่ละปี ซึ่งปีนี้คนไทยไปทำฮัจย์เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ปีละประมาณ 10,000 คน 2) ผู้ไปทำอุมเราะห์ ส่วนใหญ่ไปใน 3 ช่วง คือ เดือนธันวาคม-มกราคม เดือนเมษายน และเดือนรอมฎอน ปีละประมาณ 10,000 คน

นายแพทย์ซุลกิฟลี กล่าวด้วยว่า การเตรียมเรื่องสุขภาพก่อนเดินทางเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศของประเทศซาอุดิอาระเบียแตกต่างจากไทยอย่างมาก มุสลิมจากทั่วโลกมาทำฮัจย์ ครั้งละประมาณ 3 ล้านคน ส่วนการทำอุมเราะห์มีจำนวนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วง การไปประกอบพิธีทั้ง 2 ส่วนนี้ ชาวมุสลิมต้องเตรียมเรื่องค่าใช้จ่าย และการดูแลสุขภาพ การทำอุมเราะห์ และการทำฮัจย์ต้องใช้พละกำลัง ทั้งร่างกายและจิตใจ การเดินทางโดยการเดินเท้า รอบหินดำ 7 รอบ การเดินระหว่างเนินเขา แม้แต่การใช้ชีวิตประจำวัน การไปละหมาดก็ต้องเดิน อากาศค่อนข้างร้อน บางวันอากาศร้อนแห้ง อุณหภูมิในปี 2560 อยู่ที่ 46 องศาเซลเซียส บางวันสูงถึง 50-52 องศาเซลเซียส สำหรับประชาชนที่จะเดินทาง ขอแนะนำให้ปฏิบัติตัวเพื่อการดูแลสุขภาพ ฝึกการออกเดิน ออกกำลัง ฝึกแบ่งเวลา การรับประทานอาหาร คนที่มีโรคประจำตัว หากต้องการไปประกอบพิธี ต้องมีการดูแลโรคประจำตัวของตนเองให้มีความปลอดภัย โดยเฉพาะคนที่มีภาวะความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ ต้องเตรียมการควบคุมโรคให้ดีที่สุดก่อนเดินทาง

Zulkeepli Usoh

“บางคนมีภาวะความดัน คุมได้ยังไม่ค่อยดี ก่อนจะเดินทาง 3-4 วันจะต้องปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง รับประทานยาสม่ำเสมอ ดูแลอาการอย่างดี เพื่อให้ความดันและเบาหวานอยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดความเสี่ยงการเกิดโรค ก่อนเดินทาง ต้องรู้ว่า เมื่อไปอยู่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียแล้ว ต้องเจอกับอะไรบ้าง เช่น อากาศร้อน คนจำนวนมาก หากเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบาย ควรปรึกษาใคร ขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง เรื่องอากาศ แนะนำให้ดื่มน้ำ หรือ จิบน้ำบ่อย ๆ เพราะอากาศร้อน แห้ง บางครั้งเสียเหงื่อโดยไม่รู้ตัว ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่แดดจัด ใส่ผ้าปิดจมูกปิดปากทุกครั้งเพื่อป้องกันฝุ่นละออง และป้องกันเชื้อโรค สิ่งที่กังวลมาก คือ ไข้หวัดอูฐ หรือ โรคโคโรน่า ผู้ที่จะเดินทาง ต้องได้รับวัคซีน และรับการตรวจสุขภาพจากหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุขก่อนเดินทาง โดยจะมีสมุดบันทึกประวัติสุขภาพของผู้เดินทางให้ ขอให้ใส่ในกระเป๋าติดตัวไว้เสมอ หากเกิดปัญหาด้านสุขภาพ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทางการซาอุดิอาระเบียจะสามารถช่วยเหลือ และส่งต่อการดูแลด้านสุขภาพได้”นายแพทย์ซุลกิฟลีกล่าวและว่า

ระหว่างการประกอบพิธีที่ซาอุดิอาระเบีย การประกอบพิธีฮัจย์มีช่วงระยะเวลาประมาณ 45 วัน นานกว่าการทำอุมเราะห์ ผู้ที่จะเดินทางจำเป็นต้องเตรียมตัวดูแลสุขภาพอย่างเข้มข้น ช่วงการทำฮัจย์จะมีการออกหน่วยให้บริการด้านสาธารณสุขของแต่ละประเทศ ส่วนการทำอุมเราะห์จะมีช่วงระยะเวลาที่สั้นกว่าประมาณ 20 วัน ไม่มีบริการหน่วยแพทย์ของแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่ผู้ที่ประกอบพิธีจะอยู่ในเมืองมาดีนะห์ และเมกกะ หากเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายสามารถใช้บริการด้านสาธารณสุขของซาอุดิอาระเบียได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น โรงพยาบาล หน่วยบริการทางการแพทย์สาธารณสุขประจำมัสยิด ฯลฯ โดยให้แจ้งผ่านแซะห์ ซึ่งจะเป็นผู้ดูแล และประสานงานต่าง ๆ

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม้แก่น กล่าววอีกว่า กรณีผู้เดินทางไปประกอบพิธีเสียชีวิต ช่วงการทำฮัจย์ และการทำอุมเราะห์ ส่วนใหญ่จะไม่นำศพกลับมาประกอบพิธีที่บ้านเกิดเพราะเชื่อถือว่าเป็นสิ่งที่ดีได้อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมีการเสียชีวิตในช่วงการทำพิธีฮัจย์ จะมีแพทย์ พยาบาล ตัวแทนของหน่วยแพทย์แต่ละประเทศ และแซะห์มาแจ้งกับคณะอำนวยความสะดวกว่ามีผู้เสียชีวิต อยู่ที่ไหน แพทย์จะไปดู ตรวจสอบชื่ออะไร เสียชีวิตอย่างไร จะมีการตรวจสอบเบื้องต้น เขียนใบรับรองการเสียชีวิต

จากนั้นแซะห์จะนำใบนี้ไปเพื่อเข้าสู่กระบวนการให้ทางการซาอุดิอาระเบียจัดการนำศพไปละหมาดและนำร่างไปฝังที่กุโบร์ หรือสุสานที่กำหนดไว้ และเข้าสู่กระบวนการกงสุลไทยประจำเมืองเจดดาห์ออกหนังสือรับรองการเสียชีวิต เวลากลับประเทศไทย แซะห์จะนำหนังสือรับรองการเสียชีวิต และหนังสือเดินทางของผู้เสียชีวิตผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เมื่อกลับถึงเมืองไทยจะออกใบมรณะบัตรให้

อ่านข่าวเพิ่มเติมที่

ขณะที่การเสียชีวิตช่วงการทำอุมเราะห์ ซึ่งจะไม่มีหน่วยแพทย์ประจำของแต่ละประเทศ แซะห์จะแจ้งต่อหน่วยบริการสาธารณสุขของประเทศซาอุดิอาระเบียที่ใกล้ที่สุด จากนั้นทางการฯ จะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างสมเกียรติ และปฏิบัติตามหลักศาสนาเช่นเดียวกับผู้ที่เสียชีวิตในช่วงการประกอบพิธีฮัจย์ และนำร่างไปฝัง ณ สถานที่ที่กำหนดไว้

“ส่วนใหญ่คนที่ไปถ้าเสียชีวิตจะไม่นำศพกลับบ้าน มุสลิมเชื่อว่าถ้าเสียชีวิตที่เมกกะ ก็จะมีคนละหมาดให้จำนวนมาก และร่างได้รับการฝังที่เมกกะ คนที่อยู่ที่บ้าน อาจมีการทำบุญร่วมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละครอบครัว คนที่บ้านสามารถละหมาดให้กับผู้ที่เสียชีวิตที่เมกกะได้ จะมีการเชิญคนมาละหมาดให้กับคนที่เสียชีวิตที่เมกกะ ระบุชื่อ… สามารถทำได้ทั้ง 2 ส่วน ฝากย้ำสำหรับฮุจญาจ ให้มีการเตรียมความพร้อมดูแลสุขภาพร่างกาย และจิตใจ ให้พร้อม ก่อนการเดินทาง สุขภาพที่ดี แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ เอื้ออำนวยให้การปฏิบัติศาสนกิจเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และบรรลุผลตามวัตถุประสงค์”นายแพทย์ซุลกิฟลีกล่าว

RANDOM POSTS

0 137
พลตำรวจตรีปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี กล่าวกับสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานีว่า เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ทำงานร่วมขยายผลติดตาม ทราบกลุ่ม และเครือข่ายผู้ร่วมก่อเหตุ อยู่ระหว่างติดตามเพิ่ม เบื้องต้นออกหมายจับแล้ว 9 ราย บางส่วนที่ควบคุมตัวคืบหน้าในการซักถาม ลักษณะรูปแบบระเบิดที่คนร้ายใช้ เป็นแบบตั้งเวลา คล้ายกับที่เคยก่อเหตุ แต่การบรรจุในภาชนะ หรือ สิ่งที่คนร้ายใช้แตกต่างกันไป โดยหลักการของวงจรระเบิดแล้วเหมือนกัน “ผลจากการซักถามมีความคืบหน้า หลักๆคือชุดที่เคยก่อเหตุในพื้นที่เดิมๆ...