24 พฤศจิกายน 2560

เรื่อง การพัฒนาภาคใต้ที่ยังยืนและเป็นสุข

กราบเรียน นายกรัฐมนตรี

ตามที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อประชุมคณะรัฐมนตรี และติดตามการปฏิบัติงานตามนโยบายและการพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้โครงการสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ณ จังหวัดปัตตานี และสงขลา นั้น

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนักวิชาการ นักวิจัยในมหาวิทยาลัยต่างๆ ของภาคใต้ ได้ติดตามการนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการดำเนินงานของรัฐบาลมาโดยตลอด มีความเห็นว่านโยบาย ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนทางภาคอุตสาหกรรม โครงข่ายคมนาคม และพลังงาน รวมถึงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และนโยบายการพัฒนาต่างๆ ตามแนวทางตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาประเทศไทย 4.0 และประชารัฐ อาจส่งผลกระทบกับวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของกลุ่มคนต่างๆในภาคใต้ในระยาว ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตในประจำวันก็ไม่ได้การตอบสนองจากรัฐบาลแต่อย่างใด

ดังนั้นเพื่อให้เกิดกำหนดนโยบาย ทิศทาง และยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ ของรัฐบาลสอดคล้องกับกระบวนทัศน์การพัฒนาที่เป็นมาตรฐานจริยธรรมสากล ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal : SDGs) ที่ประเทศไทย โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ไปพร้อมๆ กับการแก้ไขปัญหาความเดือนร้อน การตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ด้วยกระบวนการ และวิธีการทางเมืองที่เป็นประชาธิปไตย

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ จึงขอเสนอแนะ ดังนี้

  1. เร่งรัดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของเกษตรกร อันเนื่องมาจากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคายางพารา และราคาปาล์มน้ำมัน  ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระยะสั้นและระยาว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการ “ไม่รู้สึกใส่ใจใยดีต่อชีวิตและปากท้องของเกษตรกร” ทั้งเมื่อมีความพยายามในการแสดงความคิดเห็นหรือเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเครือข่ายเกษตรฯ กลับถูกปิดกั้นจากหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด  จึงขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของเกษตรกรอย่างจริงจัง โดยตระหนักว่าการแก้ไขปัญหาใดของเกษตรคือวาระสำคัญของรัฐบาล ที่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือ การระดมองค์ความรู้ และนับความรู้ของเกษตรกรเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการแก้ไขปัญหา
  1. ในสถานการณ์เฉพาะหน้า ขอให้ “ทบทวนการดำเนินโยบายและโครงการใดๆในภาคใต้” ที่อาจส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลักมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน ที่มีรายงานวิจัยยืนยันถึงผลกระทบและส่งผลเชื่อมโยงต่อการทำลายศักยภาพของภาคใต้อย่างชัดเจนแล้ว รวมทั้งปัญหาความรุนแรงจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเร่งด่วน

 

  1. ให้รัฐบาล “ทบทวนนโยบาย ทิศทาง และยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ทั้งระบบ” โดยจัดให้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี การเปรียบเทียบทางเลือกที่เหมาะสม รวมถึงความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นๆ ไม่ว่า โครงการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาประเทศไทย 4.0 โครงการประชารัฐ และโครงการที่เกิดขึ้นจากการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมาย และ / หรือการใช้กฎหมายพิเศษ ตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ด้วยหลักการ กระบวนการส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆของสังคม โดยในชั้นต้นควรเปิดเผยข้อมูลข่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งหมดที่จะช่วยให้ “ภาพรวมการพัฒนา” แก่สาธารณะชนอย่างตรงไปตรงมา
  1. ส่งเสริม และสนับสนุนการวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อให้บรรลุ “ภาคใต้แห่งความสุขอย่างยั่งยืน” ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงในชีวิต แหล่งผลิตอาหาร การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น การสร้างนวัตกรรมพัฒนาเศรษฐกิจ และการประกอบการฐานราก อันเป็นศักยภาพ ทุน       ภูมิทัศน์วัฒนธรรม และการพัฒนาของภาคใต้ที่มีมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้ควรสร้าง / เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ประชาสังคมในภาคใต้ ในการเข้ามากำหนดอนาคตภาคใต้อย่างทั่วถึง กว้างขวาง และครอบคลุม
  1. ข้อเสนอในข้างต้นสัมพันธ์ และโยงใยอย่างยิ่งยวดกับ “ระบบการเมืองแบบเปิดเป็น ประชาธิปไตย” ดังนั้นรัฐบาล และคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ต้อง “คืนบรรยากาศประชาธิปไตย ด้วยการเคารพอย่างมั่นคง จริงใจในโรดแมบ (Road Map) การเลือกตั้ง และ ไม่ริดรอน สิทธิ เสรีภาพ และการใช้อำนาจที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัว”

 

ขอแสดงความนับถือ
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้