นายแพทย์ซุลกิฟลี ยูโซะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม้แก่น จ.ปัตตานี กล่าวกับสถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานีว่า ประชาชนที่เดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ประเทศซาอุดิอาระเบียมี 2 ประเภท ประเภทแรก คือ 1) ผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ เป็นการประกอบพิธีในช่วงเดือนที่กำหนดในแต่ละปี ซึ่งปีนี้คนไทยไปทำฮัจย์เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ปีละประมาณ 10,000 คน 2) ผู้ไปทำอุมเราะห์ ส่วนใหญ่ไปใน 3 ช่วง คือ เดือนธันวาคม-มกราคม เดือนเมษายน และเดือนรอมฎอน ปีละประมาณ 10,000 คน

นายแพทย์ซุลกิฟลี กล่าวด้วยว่า การเตรียมเรื่องสุขภาพก่อนเดินทางเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศของประเทศซาอุดิอาระเบียแตกต่างจากไทยอย่างมาก มุสลิมจากทั่วโลกมาทำฮัจย์ ครั้งละประมาณ 3 ล้านคน ส่วนการทำอุมเราะห์มีจำนวนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วง การไปประกอบพิธีทั้ง 2 ส่วนนี้ ชาวมุสลิมต้องเตรียมเรื่องค่าใช้จ่าย และการดูแลสุขภาพ การทำอุมเราะห์ และการทำฮัจย์ต้องใช้พละกำลัง ทั้งร่างกายและจิตใจ การเดินทางโดยการเดินเท้า รอบหินดำ 7 รอบ การเดินระหว่างเนินเขา แม้แต่การใช้ชีวิตประจำวัน การไปละหมาดก็ต้องเดิน อากาศค่อนข้างร้อน บางวันอากาศร้อนแห้ง อุณหภูมิในปี 2560 อยู่ที่ 46 องศาเซลเซียส บางวันสูงถึง 50-52 องศาเซลเซียส สำหรับประชาชนที่จะเดินทาง ขอแนะนำให้ปฏิบัติตัวเพื่อการดูแลสุขภาพ ฝึกการออกเดิน ออกกำลัง ฝึกแบ่งเวลา การรับประทานอาหาร คนที่มีโรคประจำตัว หากต้องการไปประกอบพิธี ต้องมีการดูแลโรคประจำตัวของตนเองให้มีความปลอดภัย โดยเฉพาะคนที่มีภาวะความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ ต้องเตรียมการควบคุมโรคให้ดีที่สุดก่อนเดินทาง

Zulkeepli Usoh

“บางคนมีภาวะความดัน คุมได้ยังไม่ค่อยดี ก่อนจะเดินทาง 3-4 วันจะต้องปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง รับประทานยาสม่ำเสมอ ดูแลอาการอย่างดี เพื่อให้ความดันและเบาหวานอยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดความเสี่ยงการเกิดโรค ก่อนเดินทาง ต้องรู้ว่า เมื่อไปอยู่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียแล้ว ต้องเจอกับอะไรบ้าง เช่น อากาศร้อน คนจำนวนมาก หากเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบาย ควรปรึกษาใคร ขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง เรื่องอากาศ แนะนำให้ดื่มน้ำ หรือ จิบน้ำบ่อย ๆ เพราะอากาศร้อน แห้ง บางครั้งเสียเหงื่อโดยไม่รู้ตัว ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่แดดจัด ใส่ผ้าปิดจมูกปิดปากทุกครั้งเพื่อป้องกันฝุ่นละออง และป้องกันเชื้อโรค สิ่งที่กังวลมาก คือ ไข้หวัดอูฐ หรือ โรคโคโรน่า ผู้ที่จะเดินทาง ต้องได้รับวัคซีน และรับการตรวจสุขภาพจากหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุขก่อนเดินทาง โดยจะมีสมุดบันทึกประวัติสุขภาพของผู้เดินทางให้ ขอให้ใส่ในกระเป๋าติดตัวไว้เสมอ หากเกิดปัญหาด้านสุขภาพ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทางการซาอุดิอาระเบียจะสามารถช่วยเหลือ และส่งต่อการดูแลด้านสุขภาพได้”นายแพทย์ซุลกิฟลีกล่าวและว่า

ระหว่างการประกอบพิธีที่ซาอุดิอาระเบีย การประกอบพิธีฮัจย์มีช่วงระยะเวลาประมาณ 45 วัน นานกว่าการทำอุมเราะห์ ผู้ที่จะเดินทางจำเป็นต้องเตรียมตัวดูแลสุขภาพอย่างเข้มข้น ช่วงการทำฮัจย์จะมีการออกหน่วยให้บริการด้านสาธารณสุขของแต่ละประเทศ ส่วนการทำอุมเราะห์จะมีช่วงระยะเวลาที่สั้นกว่าประมาณ 20 วัน ไม่มีบริการหน่วยแพทย์ของแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่ผู้ที่ประกอบพิธีจะอยู่ในเมืองมาดีนะห์ และเมกกะ หากเกิดอาการเจ็บป่วยไม่สบายสามารถใช้บริการด้านสาธารณสุขของซาอุดิอาระเบียได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น โรงพยาบาล หน่วยบริการทางการแพทย์สาธารณสุขประจำมัสยิด ฯลฯ โดยให้แจ้งผ่านแซะห์ ซึ่งจะเป็นผู้ดูแล และประสานงานต่าง ๆ

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม้แก่น กล่าววอีกว่า กรณีผู้เดินทางไปประกอบพิธีเสียชีวิต ช่วงการทำฮัจย์ และการทำอุมเราะห์ ส่วนใหญ่จะไม่นำศพกลับมาประกอบพิธีที่บ้านเกิดเพราะเชื่อถือว่าเป็นสิ่งที่ดีได้อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมีการเสียชีวิตในช่วงการทำพิธีฮัจย์ จะมีแพทย์ พยาบาล ตัวแทนของหน่วยแพทย์แต่ละประเทศ และแซะห์มาแจ้งกับคณะอำนวยความสะดวกว่ามีผู้เสียชีวิต อยู่ที่ไหน แพทย์จะไปดู ตรวจสอบชื่ออะไร เสียชีวิตอย่างไร จะมีการตรวจสอบเบื้องต้น เขียนใบรับรองการเสียชีวิต

จากนั้นแซะห์จะนำใบนี้ไปเพื่อเข้าสู่กระบวนการให้ทางการซาอุดิอาระเบียจัดการนำศพไปละหมาดและนำร่างไปฝังที่กุโบร์ หรือสุสานที่กำหนดไว้ และเข้าสู่กระบวนการกงสุลไทยประจำเมืองเจดดาห์ออกหนังสือรับรองการเสียชีวิต เวลากลับประเทศไทย แซะห์จะนำหนังสือรับรองการเสียชีวิต และหนังสือเดินทางของผู้เสียชีวิตผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เมื่อกลับถึงเมืองไทยจะออกใบมรณะบัตรให้

อ่านข่าวเพิ่มเติมที่

ขณะที่การเสียชีวิตช่วงการทำอุมเราะห์ ซึ่งจะไม่มีหน่วยแพทย์ประจำของแต่ละประเทศ แซะห์จะแจ้งต่อหน่วยบริการสาธารณสุขของประเทศซาอุดิอาระเบียที่ใกล้ที่สุด จากนั้นทางการฯ จะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างสมเกียรติ และปฏิบัติตามหลักศาสนาเช่นเดียวกับผู้ที่เสียชีวิตในช่วงการประกอบพิธีฮัจย์ และนำร่างไปฝัง ณ สถานที่ที่กำหนดไว้

“ส่วนใหญ่คนที่ไปถ้าเสียชีวิตจะไม่นำศพกลับบ้าน มุสลิมเชื่อว่าถ้าเสียชีวิตที่เมกกะ ก็จะมีคนละหมาดให้จำนวนมาก และร่างได้รับการฝังที่เมกกะ คนที่อยู่ที่บ้าน อาจมีการทำบุญร่วมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละครอบครัว คนที่บ้านสามารถละหมาดให้กับผู้ที่เสียชีวิตที่เมกกะได้ จะมีการเชิญคนมาละหมาดให้กับคนที่เสียชีวิตที่เมกกะ ระบุชื่อ… สามารถทำได้ทั้ง 2 ส่วน ฝากย้ำสำหรับฮุจญาจ ให้มีการเตรียมความพร้อมดูแลสุขภาพร่างกาย และจิตใจ ให้พร้อม ก่อนการเดินทาง สุขภาพที่ดี แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ เอื้ออำนวยให้การปฏิบัติศาสนกิจเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และบรรลุผลตามวัตถุประสงค์”นายแพทย์ซุลกิฟลีกล่าว